วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การตั้งค่าหน้ากระดาษ


การตั้งค่าหน้ากระดาษ

นักศึกษาบางท่าน หรือครูอาจารย์บางท่านอาจจะสงสัยว่า “ทำไมต้องตั้งหน้ากระดาษ” ด้วย เพราะ เท่าที่เคยใช้ Microsoft word มา  เปิดหน้าจอมาอย่างไร  ฉันก็พิมพ์ไปอย่างนั้น  ไม่เห็นมีใครว่าอะไร

อดีตที่ผ่านมาก็ขอให้ผ่านไป  ต่อไปนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เพราะ ถ้ายังทำอย่างนั้น  ถ้าเป็นการขอผลงานระดับระดับครูเชี่ยวชาญ หรือระดับครูเชี่ยวชาญพิเศษ ก็ไม่มีทางผ่านตั้งแต่รอบของพื้นที่แล้ว

ถ้าเป็นนักศึกษา ก็คงจะได้เกรด “F” เพื่อเป็นเกียรติประวัติของครอบครัวของท่านแน่ๆ

สำหรับคำตอบของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องตั้งหน้ากระดาษ” ด้วย ก็ควรเป็นแบบนี้

การทำวิทยานิพนธ์ รายงานวิชาการ บทความวิชาการ ฯลฯ ท่านผู้มีอำนาจ ท่านได้ตั้งกฎระเบียบไว้  ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นไปในทำนองนี้

1) ต้องใช้กระดาษขนาด A4  แล้วต้องพิมพ์ตัวอักษรอยู่ภายในกรอบ คือ ห่างจากด้านบน 1.5 นิ้ว ด้านซ้าย 1.5 นิ้ว ด้านขวา 1 นิ้ว ด้านล่าง 1 นิ้ว 

2) หมายเลขหน้าของกระดาษนั้น จะต้องอยู่ห่างจากด้านบน 1 นิ้ว ด้านขวา 1 นิ้ว  หน้าแรกของบทไม่ให้มีเลขหน้าปรากฏอยู่

ที่นี้ เวลาเมื่อเราเปิดไฟล์ใหม่ๆ ขึ้นมา ค่าโดยปริยาย (default) ของโปรแกรมที่ตั้งไว้  มันไม่ได้เป็นไปตามระเบียบของการพิมพ์วิทยานิพนธ์ดังกล่าว  เราถึงต้องมาตั้งค่าหน้ากระดาษใหม่

โดยส่วนใหญ่แล้ว ระเบียบการพิมพ์มักกำหนดมาเป็นนิ้ว แต่มีบางมหาวิทยาลัยกำหนดให้เป็นเซนติเมตร

วิธีการตั้งค่าหน้ากระดาษ

ในที่นี้จะใช้โปรแกรม Microsoft word 2010 เพราะ เป็นโปรแกรมที่มีอนาคตสดใส  ถ้าใครใช้รุ่น 2003 ก็ให้ขอมาเป็นกรณีพิเศษ ผมจะส่งบทความที่เขียนไว้ไปให้

1) เปิดไฟล์ใหม่ขึ้นมา 1 ไฟล์ ก็จะได้หน้าตาทำนองนี้


2)  ให้สังเกตดูที่มีสีเหลืองระบายอยู่ คือ “เค้าโครงหน้ากระดาษ” ถ้าหน้าจอของท่านยังไม่มีรูปร่างแบบนี้  ขอให้คลิกเม้าส์ที่นี้ 

ต่ำลงมาจากตำแหน่ง “เค้าโครงหน้ากระดาษ” ขอให้ดู คำว่า “ตั้งค่าหน้ากระดาษ”  และจะเห็นสี่เหลี่ยมเล็ก มีลูกศรเล็กๆ หัวลูกศรชี้ลงที่มุมขวา  ให้คลิกที่ลูกศรนั้น

จะปรากฏหน้าต่าง “ตั้งค่าหน้ากระดาษ” ลอยขึ้นมา ดังนี้



ถ้าหน้าจอของท่านไม่เป็นแบบนี้ ให้คลิกที่ระยะขอบ  แล้วใส่เลขลงไปดังตัวอย่าง

ดูว่า “การวางแนว” เป็นแนวตั้งหรือไม่  เพราะ บรรดางานวิชาการทั้งหลาย ท่านให้พิมพ์ตามแนวตั้ง  ไม่ใช่พิมพ์ตามแนวนอน 

การพิมพ์ตามแนวนอน เราจะทำเมื่อมีตารางที่มีเนื้อหามากๆ

3) ต่อไปให้คลิกที่แถบ “กระดาษ” หน้าต่างที่ลอยอยู่  ก็จะเปลี่ยนรูปร่างเป็นอย่างนี้



ให้เลือกขนาดกระดาษเป็น A4 ดูรายละเอียดอื่นๆ ให้เป็นไปตามตัวอย่าง

4) ต่อไปให้คลิกที่แถบ “เค้าโครง” หน้าต่างที่ลอยอยู่  ก็จะเปลี่ยนรูปร่างไปอีกเป็นอย่างนี้



ให้ใส่ตัวเลขตรง “หัวกระดาษ” เป็น 1 นิ้ว  การตั้งค่าตรงนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า เลขหน้าของงานวิชาการจะอยู่ห่างจากขอบกระดาษด้านบน 1 นิ้ว

ประการสุดท้าย อย่าลืมคลิกปุ่ม “ตกลง”  ไม่อย่างนั้นจะต้องเสียเวลามาทำใหม่อีก 1 รอบ 

บางท่านที่เป็นมนุษย์ขี้สงสัยแต่ขี้เกียจถาม ได้แต่สงสัยไปเรื่อย   อาจจะสงสัยว่า  ระเบียบของการพิมพ์วิทยานิพนธ์กำหนดการกำหนดค่าหน้ากระดาษไว้ ดังนี้

ด้านซ้าย 1.5 นิ้ว
ด้านบน 1.5 นิ้ว
ด้านขวา 1 นิ้ว
ด้านซ้าย 1 นิ้ว

ทำไมผมกำหนดให้เป็น
ด้านซ้าย 1.5 นิ้ว
ด้านบน 1.55 นิ้ว
ด้านขวา 1.05 นิ้ว
ด้านซ้าย 1.05 นิ้ว

การกำหนดตามระเบียบการพิมพ์ที่ว่า จะต้องพิมพ์ในหน้ากระดาษโดยเว้นด้านซ้าย 1.5 นิ้ว ด้านบน 1.5 นิ้ว ด้านขวา 1.00 นิ้ว และด้านล่าง 1.00 นิ้วนั้นเป็นการกำหนดโดยหลักการ 

แต่ในการทำงานจริง เวลาเอากระดาษไปเข้าเล่ม  ร้านเขาจะต้องตัด/เจียนตรงริมกระดาษออกเพื่อให้เกิดความสวยงาม

การที่ตั้งเผื่อไว้ .05 นิ้ว ก็เผื่อไว้สำหรับการตัดขอบหรือเจียนขอบนั่นเอง

บางคนอาจจะถามว่า แล้วด้านซ้ายทำไมไม่ตั้งเผื่อด้วย

ก็เพราะว่า ทางร้านเขาไม่ค่อยตัดกระดาษทางด้านซ้ายกัน  แต่ถึงจะตัดก็เชื่อผมเถอะ  ผมทำเอกสารวิชาการมา ไม่รู้กี่เล่มแล้ว...

ตัวอย่างงานวิจัย

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คำอธิบายรายวิชา IS2


คำอธิบายรายวิชา
รายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้(Research and Knowledge Formation)
รหัสวิชา
I20201
กลุ่มสาระการเรียนรู้. การงานอาชีพและเทคโนโลยี                                        ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
เวลา 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน  จำนวน 1 หน่วยกิต                      ภาคเรียนที่ 1

          ศึกษา วิเคราะห์ ฝึกทักษะตั้งประเด็นปัญหา/ตั้งคำถามในเรื่องที่สนใจโดยเริ่มจากตนเอง เชื่อมโยงกับชุมชน ท้องถิ่นและประเทศ ตั้งสมมติฐานและให้เหตุผลโดยใช้ความรู้จากศาสตร์สาขาต่างๆ ค้นคว้าแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสมมติฐานที่ตั้งใจไว้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม ทำงานบรรลุผลตามเป้าหมายในกรอบการดำเนินงานที่กำหนด โดยการกำกับดูแล ช่วยเหลือของครูอย่างต่อเนื่อง สังเคราะห์สรุปองค์ประกอบความรู้และร่วมกันเสนอแนวคิด วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการคิด กระบวนการสืบค้นข้อมูล กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการปฏิบัติและกระบวนการกลุ่มในการวิพากษ์
เพื่อให้เกิดทักษะในการค้นคว้าแสวงหาความรู้ เปรียบเทียบเชื่อมโยงองค์ความรู้ สังเคราะห์ อภิปราย เพื่อให้ประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

ผลการเรียนรู้
1.       ตั้งประเด็นปัญหา โดยเลือกประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชนท้องถิ่น ประเทศ
2.       ตั้งสมมติฐานประเด็นปัญหาที่ตนเองสนใจ
3.       ออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
4.       ศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้เกี่ยวกับประเด็นที่เลือก จากแหล่งเรียนรุ้ที่หลากหลาย
5.       ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข้อมูลได้
6.       วิเคราะห์ข้อค้นพบด้วยสถิติที่เหมาะสม
7.       สังเคราะห์สรุปองค์ความรู้ด้วยกระบวนการกลุ่ม
8.       เสนอแนวคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบ
9.       เห็นประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ความหมายของความพึงพอใจ



ความหมายของความพึงพอใจ

นักวิชาการได้ให้ความหมายของความพึงพอใจต่าง ๆ พอสรุปได้ดังนี้
                ทวีพงษ์   หินคำ (2541 : 8 ) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่าเป็นความชอบของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึงสามารถลดความดึงเครียดและตอบสนองความต้องการของบุคคลได้ทำให้เกิดความพึงพอใจต่อสิ่งนั้น
                ธนียา   ปัญญาแก้ว ( 2541 : 12 ) ได้ให้ความหมายว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความพึงพอใจที่เกี่ยวกับลักษณะของงาน ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่ความพอใจในงานที่ทำ ได้แก่ ความสำเร็จ การยกย่อง ลักษณะงาน ความรับผืดชอบ และความก้าวหน้า เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่ต่ำกว่า จะทำให้เกิดความไม่พอใจงานที่ทำ ถ้าหากงานให้ความก้าวหน้า ความท้าท้าย ความรับผิดชอบ ความสำเร็จและการยกย่องแก่ผู้ปฏิบัติงานแล้ว พวกเขาจะพอใจและมีแรงจูงใจในการทำงานเป็นอย่างมาก
                วิทย์      เที่ยงบูรณธรรม (2541 : 754) ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า หมายถึง ความพอใจ การทำให้พอใจ ความสาแก่ใจ ความหนำใจ ความจุใจ ความแน่ใจ การชดเชย การไถ่บาปการแก้แค้นสิ่งที่ชดเชย
                วิรุฬ   พรรณเทวี (2542 : 11 ) ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะคาดหมายกับสิ่งหนึ่ง สิ่งใดอย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมีความตั้งใจมากและได้รับการตอบสนองด้วยดี จะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนตั้งใจไว้ว่าจะมีมากหรือน้อย
                กาญจนา   อรุณสุขรุจี ( 2546 : 5 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์ เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่า บุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน และต้องมีสิ่งที่ตรงต่อความต้องการของบุคคล จึงจะทำให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ดังนั้นการสร้างสิ่งเร้าจึงเป็นแรงจูงใจของบุคคลนั้นให้เกิดความพึงพอใจในงานนั้น
                Carnpbell ( 1976 : 117 – 124 อ้างถึงใน วาณี   ทองเสวต, 2548 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในที่แต่ละคนเปรียบเทียบระหว่างความคิดเห็นต่อสภาพการณ์ที่อยากให้เป็นหรือคาดหวัง หรือรู้สึกว่าสมควรจะได้รับ ผลที่ได้จะเป็นความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจเป็นการตัดสินของแต่ละบุคคล
                Domabedian ( 1980 , อ้างถึงใน วาณี  ทองเสวต,2548 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจของผู้รับบริการ หมายถึง ผู้บริการประสบความสำเร็จในการทำให้สมดุลระหว่างสิ่งที่ผู้รับบริการให้ค่ากับความคาดหวังของผู้รับบริการ และประสบการณ์นั้นเป็นไปตามความคาดหวัง
                จากความหมายที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปความหมายของความพึงพอใจได้ว่า เป็นความรู้สึกของบุคคลในทางบวก ความชอบ ความสบายใจ ความสุขใจต่อสภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ หรือเป็นความรู้สึกที่พอใจต่อสิ่งที่ทำให้เกิดความชอบ ความสบายใจ และเป็นความรู้สึกที่บรรลุถึงความต้องการ


วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สมมุติฐาน


สมมุติฐาน  (Hypothesis) 
ความหมายของสมมติฐาน 
                สมมติฐาน คือ คำตอบที่ผู้วิจัยคาดคะเนไว้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล หรือสมมติฐานคือข้อความที่อยู่ในรูปของการคาดคะเนความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว หรือมากกว่า 2 ตัวเพื่อใช้ตอบปัญหาที่ต้องการศึกษา สมาติฐานที่ดีมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 2 ประการคือ
1. เป็นข้อความที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
2.เป็นสมมติฐานที่สามารถทดสอบได้โดยวิธีการทางสถิติ 
ชนิดของสมมุติฐาน
สมมติฐานมี 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ สมมติฐานทางวิจัยและสมมติฐานการสถิติ
1. สมมติฐานทางวิจัย (research hypothesis)  เป็นการเขียนคาดการณ์ที่เกิดขึ้น หรือแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวขึ้นไป เพื่อสื่อให้ผู้อ่านทราบว่า ผู้วิจัยสงสัยและคาดการณ์ประเด็นปัญหาวิจัยแต่ละประเด็นไว้ว่าอย่างไร และแสดงแนวทางการทดสอบปัญหาในแต่ละประเด็นไว้อย่างไร  แบ่งออกเป็น 2  อย่างคือ
      1.1 สมมติฐานการวิจัยแบบมีทิศทาง  ( Directional hypothesis ) เป็นสมมติฐานที่เขียนระบุอย่างชัดเจนถึงทิศทางของความแตกต่างถึงทิศทางของความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยมีคำว่า
 “ ดีกว่า ” หรือ  “ สูงกว่า ” หรือ “ ต่ำกว่า ” หรือ “ น้อยกว่า” ในสมมติฐานนั้นๆดังตัวอย่างที่ 1 ข้างต้น หรือระบุทิศทางของความสัมพันธ์ โดยมีคำว่า “ ทางบวก ” หรือ “ทางลบ ” ในสมมติฐานนั้นๆ  เช่น
                -  ครูประจำการมีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์มากกว่าครูฝึกสอน
                -  นักเรียนในกรุงเทพฯจะมีทัศนะคติทางวิทยาศาสตร์ดีกว่านักเรียนในชนบท
                -  ครูอาจารย์เพศชายมีความวิตกกังวลในการทำงานน้อยกว่าครูอาจารย์เพศหญิง
                -  ผู้บริหารเพศชายมีประสิทธิภาพในการบริหารงานมากกว่าผู้บริหารเพศหญิง
      1.2 สมมติฐานการวิจัยแบบไม่มีทิศทาง
2. สมมติฐานทางสถิติ  ( Statistical hypothesis) เป็นการเขียนเพื่อการทดสอบ รูปประโยคจะเป็นข้อความที่กล่าวถึงค่าพารามิเตอร์ (parameters) คือค่าต่าง ๆ ของประชากร เช่น ค่าเฉลี่ย ค่าความแปรปรวน ในรูปพจน์หรือประโยคสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ
      2.1 สมมติฐานศูนย์ (Null hypothesis) จะเขียนในรูปที่ไม่แสดงอิทธิพลของตัวแปรอิสระนั่นคือไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่าง……….. หรือไม่มีความแตกต่างระหว่าง……...…… การเขียน ๆ เป็นรูปสัญลักษณ์ทางสถิติ   เช่น   H0 : µ1 = µ2   หรือ  H0 : µ1  µ2  หรือ                         H0 : µ1  µ2  เป็นต้น
    2.2 สมมติฐานเลือก (Alternative hypothesis) ได้แก่  สมมติฐานทางสถิติ ที่เขียนในรูปที่แสดงความสัมพันธ์หรืออิทธิพลของตัวแปรอิสระเขียนแทนด้วย H1 เช่น  H1 : µ1 > µ2  หรือ  H1 : µ1 < µ2  หรือ  H1 = µ1  µ2  เป็นต้น 
2.2.1 สมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง (non - directional hypothesis) เป็นสมมติฐานที่ระบุค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งไม่เท่ากับค่าใดค่าหนึ่ง
H1 = µ1 ¹ µ2
การทดสอบสถิติของสมมติฐานนี้ เรียกว่าการทดสอบสมมติฐานแบบ 2 ทาง (Two - tailed test)
2.2.2 สมมติฐานแบบมีทิศทาง (Directional hypothesis) ได้แก่ สมมติฐานที่ระบุค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งมากกว่าหรือน้อยกว่า ค่าใดค่าหนึ่ง หรือสัมพันธ์ทางบวก สัมพันธ์ทางลบ เช่น
H1 : µ1 > µ2 หรือ µ1 < µ2
การตั้งสมมติฐานการวิจัย
      สมมติฐานเป็นความคาดหวังในผลที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัย เป็นการนำคำอธิบายของทฤษฎีมาทำนาย การเขียนเป็นการนำปัญหาการวิจัยมาเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของคำตอบที่คาดเดาไว้อย่างมีเหตุผล สมมติฐานเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระบวนการค้นหาความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ การตั้งสมมติฐานใช้วิธีการของการอุปมานซึ่งเน้นการสังเกต และการอนุมานซึ่งเน้นการใช้เหตุผลในการวิเคราะห์สิ่งที่สังเกตได้ การทำวิจัยเรื่องหนึ่ง ๆ จะมีสมมติฐานหรือไม่ขึ้นกับระเบียบวิธีวิจัย ถ้ามีสามารถตั้งได้อย่างน้อยหนึ่ง สมมติฐานหรืออาจมากกว่าหนึ่งได้

จุดมุ่งหมายในการตั้งสมมติฐาน
1. เพื่อเป็นการเชื่อมโยงทฤษฎีและข้อเท็จจริงที่สังเกตพบ เช่น จากการศึกษาทฤษฎีแรงจูงใจ อาจนำมาสังเกตข้อเท็จจริงที่เกิดโดยตั้งสมมติฐานว่า "บุคลากรที่มีระดับแรงจูงใจสูงจะมีประสิทธิผลการทำงานสูงกว่าบุคลากรที่มีแรงจูงใจระดับต่ำ" จะเห็นได้ว่าสมมติฐานนั้นสามารถสังเกตได้จากความเป็นจริงโดยผู้วิจัยเขียนให้สอดคล้องกับคำอธิบายของทฤษฎี
2. เป็นการขยายขอบเขตของความรู้ เนื่องจากเขียนสมมติฐานจากการอนุมานทฤษฎี เพื่อสรุปเป็นข้อค้นพบ เป็นการขยายขอบเขตความรู้
3. เป็นเครื่องช่วยชี้ทิศทางของการวิจัยให้ชัดเจนขึ้น ประโยคสมมติฐานจะชี้แนวทางการออกแบบการวิจัย แนวทางการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลตลอดจนการแปลความข้อมูลได้ชัดเจน เช่น "ปัญหาการวิจัยเรื่อง ผลของการสอนอย่างมีแบบแผนในเรื่องการให้นมมารดาในหญิงครรภ์แรกที่มีหัวนมผิดปกติ" จากปัญหาการวิจัยจะทราบว่าในการวิจัยต้องมีการสอนมารดาเรื่องการให้นมมารดาแก่ทารก และวัดผลการสอน แต่เมื่อเขียนสมมติฐานเช่น มารดาหัวนมผิดปกติที่ได้รับการสอนและไม่ได้รับการสอนมีประสิทธิผลในการให้นมมารดาแตกต่างกัน จะเห็นได้ว่าสมมติฐานชี้บอกเราว่าการวิจัยต้องเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีมารดาหัวนมผิดปกติ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มได้รับการสอนและไม่ได้รับการสอน เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองวัดประสิทธิผลการให้นมมารดา จากทั้งสองกลุ่ม นำมาเปรียบเทียบกันโดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแตกต่าง ดังนั้น สมมติฐานมีประโยชน์ แก่ผู้วิจัยในการออกแบบการวิจัยด้วย
ลักษณะของสมมติฐานที่ดี
1. ต้องระบุความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาคาดหมายล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้น โดยอยู่ในรูป "แตกต่างกัน" "มากกว่า" "น้อยกว่า" "สัมพันธ์กัน" "ขึ้นอยู่กับ" เป็นต้น
2. ความสัมพันธ์ที่กล่าวถึงสามารถทดสอบได้ นั้นคือตัวแปรที่ศึกษาต้องวัดไว้ สังเกตได้ และความสัมพันธ์นั้นวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีทางสถิติ
3. ความสัมพันธ์ที่กล่าวถึงมีเหตุผลเหมาะสมสอดคล้องกับผลการวิจัยและทฤษฎีที่นำมาเป็นกรอบความคิดในการวิจัย
4. ประโยคที่เป็นสมมติฐานต้องแสดงความเป็นเหตุเป็นผลที่เหมาะสม น่าเชื่อถือได้
ประเภทขอสมมติฐานในการวิจัย
สมมติฐานในการวิจัยมี 2 ประเภท คือ
1. สมมติฐานทางวิจัย (research hypothesis) เป็นการเขียนคาดการณ์ที่เกิดขึ้น หรือแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวขึ้นไป เพื่อสื่อให้ผู้อ่านทราบว่า ผู้วิจัยสงสัยและคาดการณ์ประเด็นปัญหาวิจัยแต่ละประเด็นไว้ว่าอย่างไร และแสดงแนวทางการทดสอบปัญหาในแต่ละประเด็นไว้อย่างไร
2. สมมติฐานทางสถิติเป็นการเขียนเพื่อการทดสอบ รูปประโยคจะเป็นข้อความที่กล่าวถึงค่าพารามิเตอร์ (parameters) คือค่าต่าง ๆ ของประชากร เช่น ค่าเฉลี่ย ค่าความแปรปรวน ในรูปพจน์หรือประโยคสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ
2.1 สมมติฐานศูนย์ (Null hypothesis) จะเขียนในรูปที่ไม่แสดงอิทธิพลของตัวแปรอิสระนั่นคือไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่าง………………………… หรือไม่มีความแตกต่างระหว่าง……………………… การเขียน ๆ เป็นรูปสัญลักษณ์ทางสถิติ
H0 : µ1 = µ2
เมื่อ µ1 ค่าเฉลี่ยอัตราเต้นของหัวใจทารกจากมารดากลุ่มที่ 1
µ2 ค่าเฉลี่ยอัตราเต้นของหัวใจทารกจากมารดากลุ่มที่ 2
2.2 สมมติฐานเลือก ได้แก่สมมติฐานทางสถิติ ที่เขียนในรูปที่แสดงความสัมพันธ์หรืออิทธิพลของตัวแปรอิสระเขียนแทนด้วย H1 และมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ
2.2.1 สมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง (non - directional hypothesis) เป็นสมมติฐานที่ระบุค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งไม่เท่ากับค่าใดค่าหนึ่ง เช่น
H1 = µ1 ¹ µ2
การทดสอบสถิติของสมมติฐานนี้ เรียกว่าการทดสอบสมมติฐานแบบ 2 ทาง (Two - tailed test)
2.2.2 สมมติฐานแบบมีทิศทาง (Directional hypothesis) ได้แก่ สมมติฐานที่ระบุค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งมากกว่าหรือน้อยกว่า ค่าใดค่าหนึ่ง หรือสัมพันธ์ทางบวก สัมพันธ์ทางลบ เช่น
H1 : µ1 > µ2 หรือ µ1 < µ2
การทดสอบทางสถิติของสมมติฐานนี้เรียกว่าการ ทดสอบสมมติฐานแบบทางเดียว (One - tailed test)
ตัวอย่างสมมติฐานทางวิจัยและสมมติฐานทางสถิติ
สมมติฐานทางวิจัย มารดาครรภ์แรกที่ได้รับการจัดท่าคลอดแตกต่างกันจะมีระยะ
เวลาคลอดระยะที่ 2 แตกต่างกัน
สมมติฐานทางสถิติ
H 0 : µ 1 = µ 2
เมื่อ µ1 = ค่าเฉลี่ยระยะเวลาการคลอดระยะที่ 2 ของมารดากลุ่ม 1
µ2 = ค่าเฉลี่ยระยะเวลาการคลอดระยะที่ 2 ของมารดากลุ่ม 2
ตัวอย่างสมมติฐานไม่ระบุทิศทาง : ระยะเวลาในการคลอดระยะที่ 2 ของมารดาคลอดในท่านอนหงาย แตกต่างกับการคลอดท่านอน
ตัวอย่างสมมติฐานไม่ระบุทิศทาง : ระยะเวลาในการคลอดระยะที่ 2 ของมารดาที่คลอดในท่านอนหงาย มากกว่า มารดาที่คลอดในท่านอนตะแคงซ้าย
หลักการเขียนสมมติฐานทางการวิจัย
ในการเขียนสมมติฐานทางการวิจัย ผู้วิจัยควรปฏิบัติดังนี้
1. เขียนเป็นประโยคบอกเล่า ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ระบุทิศทางหรือไม่ขึ้นกับเหตุผลทฤษฎีที่นำมาใช้เป็นกรอบในการทำวิจัย
2. เป็นประโยคสั้น ๆ ภาษาเข้าใจง่าย ระบุความหมายชัดเจนในแง่การวัดมากที่สุด
3. เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องในกรอบการวิจัยเรื่องนั้น ๆ
4. อาจเขียนได้หลายข้อ ในปัญหาวิจัยเรื่องหนึ่ง ๆ
5. สมมติฐานทุกข้อที่ตั้งขึ้นต้องทดสอบได้
6. สมมติฐานควรเขียนเรียงลำดับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยสมมติฐานต้องตั้งขึ้นก่อนเก็บข้อมูลและสมมติฐานตั้งขึ้นไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป อาจผิดได้ขึ้นกับข้อเท็จจริงของข้อมูล การสมมติฐานที่ตั้งขึ้นสามารถบอกระบุทิศทางได้ชัดเจนจะสามารถเลือกสถิติแบบทดสอบทางเดียว (one - tailed test) ซึ่งจะมีอำนาจการทดสอบ (power of test) สูงกว่าการทดสอบแบบสองทาง
เอกสารอ้างอิง
รัตนะ บัวสนธ์. (2551).  ปรัชญาวิจัย (Philosophy of Research). กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อรุณี  อ่อนสวัสดิ์. (2553).  เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา ระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูง (390611).
พิษณุโลก. มหาวิทยาลัยนเรศวร.

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

กลุ่ม 2. M.2.11





Behavior phone use during class time the students 2.
WitayanukulnareeSchool



                                          Ditsayabodinkhunpanuk  M.2/11 No.2
                                           PiphatPoontongpan           M.2/11  No.6
                                           PhanuphantTumparn        M.2/11  No.7


        This study is part of this course. Communication and presentation (IS2) Course Code I22202.
WitayanukulnareeSchool

Semester 2 Academic Year 2556
The field work for the study of this secondary field 40


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Study Title Behavior phone use during class time the students 2. Witayanukulnaree School

Study                                 Ditsayabodin  khunpanuk  M.2/11 No.2
                                           Piphat  Poontongpan         M.2/11  No.6
                                           Phanuphant  Tumparn      M.2/11  No.7
Advisory                            Teacher  Bussaba kwangkaew
                                           Education Students of Year 2.
WitayanukulnareeSchool
Communication and presentation courses (Independent Study: IS2).
academic 2556 year
Abstract
This study aims to study the handsome players in public school science classrooms Nukhro seminary . The samples used in this study . Is 2nd year students Academic Support School seminary school . 30 people Semester 2 Academic Year 2556 , by way of phone usage behavior in the classroom. The study results showed that the water sources in schools Suranaree School Wittayanusorn not result in a high level.

                                                                                   


วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

IS M.2.11 Group 1.


Thesis  title:                              Use of Internet affectsthe students behavior of Wittayanukulnaree School.
Researcher:                              1.Miss KrongsaiKaewbang     No.8
                                                                2.MissChanisaraSukdamanee  No.10
                                                                3.MissPrapapornPongkaew     No.29
Degree :                                                Mattayomsuksa 2 Student at Wittayanukulnaree school
Thesis  advisrer:                                Mrs.Suporn Naulchey
Subject :                                              Independent Study (IS 2)
Academic year :                                2013

Abstract

This study aims to explore the behavior of students using the Internet .
             The samples used in this study were secondary 2 students of Wittayanukulnaree
School. The statistics used in data analysis were percentage and average method.
The results showed that the students 2/ 11 schools Wittayanukulnaree School
satisfaction in using the Internet in quality.