ให้นักเรียนศึกษาความรู้จากหน่วยที่ 5 และทำรายงานบทที่ 5
วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559
งานม.2.3
ให้นักเรียนค้นคว้า หัวข้อต่อไปนี้(ส่งท้ายชม.)
1. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยกตัวอย่าง
2. วิธีการดำเนินการวิจัย
ส่งตัวแทนออกมา อภิปรายหน้าห้อง ท้าย ชม.ที่ 2
ส่งตัวแทนออกมา อภิปรายหน้าห้อง ท้าย ชม.ที่ 2
สมมติฐาน
สมมุติฐาน ( Hypothesis)
ความหมายของสมมติฐาน
สมมติฐาน คือ คำตอบที่ผู้วิจัยคาดคะเนไว้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล หรือสมมติฐานคือข้อความที่อยู่ในรูปของการคาดคะเนความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว หรือมากกว่า 2 ตัวเพื่อใช้ตอบปัญหาที่ต้องการศึกษา สมาติฐานที่ดีมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 2 ประการคือ
1. เป็นข้อความที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
2.เป็นสมมติฐานที่สามารถทดสอบได้โดยวิธีการทางสถิติ
ชนิดของสมมุติฐาน
สมมติฐานมี 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ สมมติฐานทางวิจัยและสมมติฐานการสถิติ
1. สมมติฐานทางวิจัย (research hypothesis) เป็นการเขียนคาดการณ์ที่เกิดขึ้น หรือแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวขึ้นไป เพื่อสื่อให้ผู้อ่านทราบว่า ผู้วิจัยสงสัยและคาดการณ์ประเด็นปัญหาวิจัยแต่ละประเด็นไว้ว่าอย่างไร และแสดงแนวทางการทดสอบปัญหาในแต่ละประเด็นไว้อย่างไร แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ
1.1 สมมติฐานการวิจัยแบบมีทิศทาง ( Directional hypothesis ) เป็นสมมติฐานที่เขียนระบุอย่างชัดเจนถึงทิศทางของความแตกต่างถึงทิศทางของความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยมีคำว่า
“ ดีกว่า ” หรือ “ สูงกว่า ” หรือ “ ต่ำกว่า ” หรือ “ น้อยกว่า” ในสมมติฐานนั้นๆดังตัวอย่างที่ 1 ข้างต้น หรือระบุทิศทางของความสัมพันธ์ โดยมีคำว่า “ ทางบวก ” หรือ “ทางลบ ” ในสมมติฐานนั้นๆ เช่น
- ครูประจำการมีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์มากกว่าครูฝึกสอน
- นักเรียนในกรุงเทพฯจะมีทัศนะคติทางวิทยาศาสตร์ดีกว่านักเรียนในชนบท
- ครูอาจารย์เพศชายมีความวิตกกังวลในการทำงานน้อยกว่าครูอาจารย์เพศหญิง
- ผู้บริหารเพศชายมีประสิทธิภาพในการบริหารงานมากกว่าผู้บริหารเพศหญิง
1.2 สมมติฐานการวิจัยแบบไม่มีทิศทาง
2. สมมติฐานทางสถิติ ( Statistical hypothesis) เป็นการเขียนเพื่อการทดสอบ รูปประโยคจะเป็นข้อความที่กล่าวถึงค่าพารามิเตอร์ (parameters) คือค่าต่าง ๆ ของประชากร เช่น ค่าเฉลี่ย ค่าความแปรปรวน ในรูปพจน์หรือประโยคสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ
2.1 สมมติฐานศูนย์ (Null hypothesis) จะเขียนในรูปที่ไม่แสดงอิทธิพลของตัวแปรอิสระนั่นคือไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่าง……….. หรือไม่มีความแตกต่างระหว่าง……...…… การเขียน ๆ เป็นรูปสัญลักษณ์ทางสถิติ เช่น H0 : µ1 = µ2 หรือ H0 : µ1 µ2 หรือ H0 : µ1 µ2 เป็นต้น
2.2 สมมติฐานเลือก (Alternative hypothesis) ได้แก่ สมมติฐานทางสถิติ ที่เขียนในรูปที่แสดงความสัมพันธ์หรืออิทธิพลของตัวแปรอิสระเขียนแทนด้วย H1 เช่น H1 : µ1 > µ2 หรือ H1 : µ1 < µ2 หรือ H1 = µ1 µ2 เป็นต้น
2.2 สมมติฐานเลือก (Alternative hypothesis) ได้แก่ สมมติฐานทางสถิติ ที่เขียนในรูปที่แสดงความสัมพันธ์หรืออิทธิพลของตัวแปรอิสระเขียนแทนด้วย H1 เช่น H1 : µ1 > µ2 หรือ H1 : µ1 < µ2 หรือ H1 = µ1 µ2 เป็นต้น
2.2.1 สมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง (non - directional hypothesis) เป็นสมมติฐานที่ระบุค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งไม่เท่ากับค่าใดค่าหนึ่ง
H1 = µ1 ¹ µ2
การทดสอบสถิติของสมมติฐานนี้ เรียกว่าการทดสอบสมมติฐานแบบ 2 ทาง (Two - tailed test)
2.2.2 สมมติฐานแบบมีทิศทาง (Directional hypothesis) ได้แก่ สมมติฐานที่ระบุค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งมากกว่าหรือน้อยกว่า ค่าใดค่าหนึ่ง หรือสัมพันธ์ทางบวก สัมพันธ์ทางลบ เช่น
H1 = µ1 ¹ µ2
การทดสอบสถิติของสมมติฐานนี้ เรียกว่าการทดสอบสมมติฐานแบบ 2 ทาง (Two - tailed test)
2.2.2 สมมติฐานแบบมีทิศทาง (Directional hypothesis) ได้แก่ สมมติฐานที่ระบุค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งมากกว่าหรือน้อยกว่า ค่าใดค่าหนึ่ง หรือสัมพันธ์ทางบวก สัมพันธ์ทางลบ เช่น
H1 : µ1 > µ2 หรือ µ1 < µ2
การตั้งสมมติฐานการวิจัย
สมมติฐานเป็นความคาดหวังในผลที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัย เป็นการนำคำอธิบายของทฤษฎีมาทำนาย การเขียนเป็นการนำปัญหาการวิจัยมาเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของคำตอบที่คาดเดาไว้อย่างมีเหตุผล สมมติฐานเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระบวนการค้นหาความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ การตั้งสมมติฐานใช้วิธีการของการอุปมานซึ่งเน้นการสังเกต และการอนุมานซึ่งเน้นการใช้เหตุผลในการวิเคราะห์สิ่งที่สังเกตได้ การทำวิจัยเรื่องหนึ่ง ๆ จะมีสมมติฐานหรือไม่ขึ้นกับระเบียบวิธีวิจัย ถ้ามีสามารถตั้งได้อย่างน้อยหนึ่ง สมมติฐานหรืออาจมากกว่าหนึ่งได้
จุดมุ่งหมายในการตั้งสมมติฐาน
1. เพื่อเป็นการเชื่อมโยงทฤษฎีและข้อเท็จจริงที่สังเกตพบ เช่น จากการศึกษาทฤษฎีแรงจูงใจ อาจนำมาสังเกตข้อเท็จจริงที่เกิดโดยตั้งสมมติฐานว่า "บุคลากรที่มีระดับแรงจูงใจสูงจะมีประสิทธิผลการทำงานสูงกว่าบุคลากรที่มีแรงจูงใจระดับต่ำ" จะเห็นได้ว่าสมมติฐานนั้นสามารถสังเกตได้จากความเป็นจริงโดยผู้วิจัยเขียนให้สอดคล้องกับคำอธิบายของทฤษฎี
2. เป็นการขยายขอบเขตของความรู้ เนื่องจากเขียนสมมติฐานจากการอนุมานทฤษฎี เพื่อสรุปเป็นข้อค้นพบ เป็นการขยายขอบเขตความรู้
3. เป็นเครื่องช่วยชี้ทิศทางของการวิจัยให้ชัดเจนขึ้น ประโยคสมมติฐานจะชี้แนวทางการออกแบบการวิจัย แนวทางการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลตลอดจนการแปลความข้อมูลได้ชัดเจน เช่น "ปัญหาการวิจัยเรื่อง ผลของการสอนอย่างมีแบบแผนในเรื่องการให้นมมารดาในหญิงครรภ์แรกที่มีหัวนมผิดปกติ" จากปัญหาการวิจัยจะทราบว่าในการวิจัยต้องมีการสอนมารดาเรื่องการให้นมมารดาแก่ทารก และวัดผลการสอน แต่เมื่อเขียนสมมติฐานเช่น มารดาหัวนมผิดปกติที่ได้รับการสอนและไม่ได้รับการสอนมีประสิทธิผลในการให้นมมารดาแตกต่างกัน จะเห็นได้ว่าสมมติฐานชี้บอกเราว่าการวิจัยต้องเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีมารดาหัวนมผิดปกติ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มได้รับการสอนและไม่ได้รับการสอน เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองวัดประสิทธิผลการให้นมมารดา จากทั้งสองกลุ่ม นำมาเปรียบเทียบกันโดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแตกต่าง ดังนั้น สมมติฐานมีประโยชน์ แก่ผู้วิจัยในการออกแบบการวิจัยด้วย
ลักษณะของสมมติฐานที่ดี
1. ต้องระบุความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาคาดหมายล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้น โดยอยู่ในรูป "แตกต่างกัน" "มากกว่า" "น้อยกว่า" "สัมพันธ์กัน" "ขึ้นอยู่กับ" เป็นต้น
2. ความสัมพันธ์ที่กล่าวถึงสามารถทดสอบได้ นั้นคือตัวแปรที่ศึกษาต้องวัดไว้ สังเกตได้ และความสัมพันธ์นั้นวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีทางสถิติ
3. ความสัมพันธ์ที่กล่าวถึงมีเหตุผลเหมาะสมสอดคล้องกับผลการวิจัยและทฤษฎีที่นำมาเป็นกรอบความคิดในการวิจัย
4. ประโยคที่เป็นสมมติฐานต้องแสดงความเป็นเหตุเป็นผลที่เหมาะสม น่าเชื่อถือได้
ประเภทขอสมมติฐานในการวิจัย
สมมติฐานในการวิจัยมี 2 ประเภท คือ
1. สมมติฐานทางวิจัย (research hypothesis) เป็นการเขียนคาดการณ์ที่เกิดขึ้น หรือแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวขึ้นไป เพื่อสื่อให้ผู้อ่านทราบว่า ผู้วิจัยสงสัยและคาดการณ์ประเด็นปัญหาวิจัยแต่ละประเด็นไว้ว่าอย่างไร และแสดงแนวทางการทดสอบปัญหาในแต่ละประเด็นไว้อย่างไร
2. สมมติฐานทางสถิติเป็นการเขียนเพื่อการทดสอบ รูปประโยคจะเป็นข้อความที่กล่าวถึงค่าพารามิเตอร์ (parameters) คือค่าต่าง ๆ ของประชากร เช่น ค่าเฉลี่ย ค่าความแปรปรวน ในรูปพจน์หรือประโยคสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ
2.1 สมมติฐานศูนย์ (Null hypothesis) จะเขียนในรูปที่ไม่แสดงอิทธิพลของตัวแปรอิสระนั่นคือไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่าง………………………… หรือไม่มีความแตกต่างระหว่าง……………………… การเขียน ๆ เป็นรูปสัญลักษณ์ทางสถิติ
H0 : µ1 = µ2
เมื่อ µ1 ค่าเฉลี่ยอัตราเต้นของหัวใจทารกจากมารดากลุ่มที่ 1
µ2 ค่าเฉลี่ยอัตราเต้นของหัวใจทารกจากมารดากลุ่มที่ 2
2.2 สมมติฐานเลือก ได้แก่สมมติฐานทางสถิติ ที่เขียนในรูปที่แสดงความสัมพันธ์หรืออิทธิพลของตัวแปรอิสระเขียนแทนด้วย H1 และมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ
2.2.1 สมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง (non - directional hypothesis) เป็นสมมติฐานที่ระบุค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งไม่เท่ากับค่าใดค่าหนึ่ง เช่น
H1 = µ1 ¹ µ2
การทดสอบสถิติของสมมติฐานนี้ เรียกว่าการทดสอบสมมติฐานแบบ 2 ทาง (Two - tailed test)
2.2.2 สมมติฐานแบบมีทิศทาง (Directional hypothesis) ได้แก่ สมมติฐานที่ระบุค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งมากกว่าหรือน้อยกว่า ค่าใดค่าหนึ่ง หรือสัมพันธ์ทางบวก สัมพันธ์ทางลบ เช่น
การตั้งสมมติฐานการวิจัย
สมมติฐานเป็นความคาดหวังในผลที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัย เป็นการนำคำอธิบายของทฤษฎีมาทำนาย การเขียนเป็นการนำปัญหาการวิจัยมาเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของคำตอบที่คาดเดาไว้อย่างมีเหตุผล สมมติฐานเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระบวนการค้นหาความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ การตั้งสมมติฐานใช้วิธีการของการอุปมานซึ่งเน้นการสังเกต และการอนุมานซึ่งเน้นการใช้เหตุผลในการวิเคราะห์สิ่งที่สังเกตได้ การทำวิจัยเรื่องหนึ่ง ๆ จะมีสมมติฐานหรือไม่ขึ้นกับระเบียบวิธีวิจัย ถ้ามีสามารถตั้งได้อย่างน้อยหนึ่ง สมมติฐานหรืออาจมากกว่าหนึ่งได้
จุดมุ่งหมายในการตั้งสมมติฐาน
1. เพื่อเป็นการเชื่อมโยงทฤษฎีและข้อเท็จจริงที่สังเกตพบ เช่น จากการศึกษาทฤษฎีแรงจูงใจ อาจนำมาสังเกตข้อเท็จจริงที่เกิดโดยตั้งสมมติฐานว่า "บุคลากรที่มีระดับแรงจูงใจสูงจะมีประสิทธิผลการทำงานสูงกว่าบุคลากรที่มีแรงจูงใจระดับต่ำ" จะเห็นได้ว่าสมมติฐานนั้นสามารถสังเกตได้จากความเป็นจริงโดยผู้วิจัยเขียนให้สอดคล้องกับคำอธิบายของทฤษฎี
2. เป็นการขยายขอบเขตของความรู้ เนื่องจากเขียนสมมติฐานจากการอนุมานทฤษฎี เพื่อสรุปเป็นข้อค้นพบ เป็นการขยายขอบเขตความรู้
3. เป็นเครื่องช่วยชี้ทิศทางของการวิจัยให้ชัดเจนขึ้น ประโยคสมมติฐานจะชี้แนวทางการออกแบบการวิจัย แนวทางการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลตลอดจนการแปลความข้อมูลได้ชัดเจน เช่น "ปัญหาการวิจัยเรื่อง ผลของการสอนอย่างมีแบบแผนในเรื่องการให้นมมารดาในหญิงครรภ์แรกที่มีหัวนมผิดปกติ" จากปัญหาการวิจัยจะทราบว่าในการวิจัยต้องมีการสอนมารดาเรื่องการให้นมมารดาแก่ทารก และวัดผลการสอน แต่เมื่อเขียนสมมติฐานเช่น มารดาหัวนมผิดปกติที่ได้รับการสอนและไม่ได้รับการสอนมีประสิทธิผลในการให้นมมารดาแตกต่างกัน จะเห็นได้ว่าสมมติฐานชี้บอกเราว่าการวิจัยต้องเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีมารดาหัวนมผิดปกติ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มได้รับการสอนและไม่ได้รับการสอน เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองวัดประสิทธิผลการให้นมมารดา จากทั้งสองกลุ่ม นำมาเปรียบเทียบกันโดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแตกต่าง ดังนั้น สมมติฐานมีประโยชน์ แก่ผู้วิจัยในการออกแบบการวิจัยด้วย
ลักษณะของสมมติฐานที่ดี
1. ต้องระบุความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาคาดหมายล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้น โดยอยู่ในรูป "แตกต่างกัน" "มากกว่า" "น้อยกว่า" "สัมพันธ์กัน" "ขึ้นอยู่กับ" เป็นต้น
2. ความสัมพันธ์ที่กล่าวถึงสามารถทดสอบได้ นั้นคือตัวแปรที่ศึกษาต้องวัดไว้ สังเกตได้ และความสัมพันธ์นั้นวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีทางสถิติ
3. ความสัมพันธ์ที่กล่าวถึงมีเหตุผลเหมาะสมสอดคล้องกับผลการวิจัยและทฤษฎีที่นำมาเป็นกรอบความคิดในการวิจัย
4. ประโยคที่เป็นสมมติฐานต้องแสดงความเป็นเหตุเป็นผลที่เหมาะสม น่าเชื่อถือได้
ประเภทขอสมมติฐานในการวิจัย
สมมติฐานในการวิจัยมี 2 ประเภท คือ
1. สมมติฐานทางวิจัย (research hypothesis) เป็นการเขียนคาดการณ์ที่เกิดขึ้น หรือแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวขึ้นไป เพื่อสื่อให้ผู้อ่านทราบว่า ผู้วิจัยสงสัยและคาดการณ์ประเด็นปัญหาวิจัยแต่ละประเด็นไว้ว่าอย่างไร และแสดงแนวทางการทดสอบปัญหาในแต่ละประเด็นไว้อย่างไร
2. สมมติฐานทางสถิติเป็นการเขียนเพื่อการทดสอบ รูปประโยคจะเป็นข้อความที่กล่าวถึงค่าพารามิเตอร์ (parameters) คือค่าต่าง ๆ ของประชากร เช่น ค่าเฉลี่ย ค่าความแปรปรวน ในรูปพจน์หรือประโยคสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ
2.1 สมมติฐานศูนย์ (Null hypothesis) จะเขียนในรูปที่ไม่แสดงอิทธิพลของตัวแปรอิสระนั่นคือไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่าง………………………… หรือไม่มีความแตกต่างระหว่าง……………………… การเขียน ๆ เป็นรูปสัญลักษณ์ทางสถิติ
H0 : µ1 = µ2
เมื่อ µ1 ค่าเฉลี่ยอัตราเต้นของหัวใจทารกจากมารดากลุ่มที่ 1
µ2 ค่าเฉลี่ยอัตราเต้นของหัวใจทารกจากมารดากลุ่มที่ 2
2.2 สมมติฐานเลือก ได้แก่สมมติฐานทางสถิติ ที่เขียนในรูปที่แสดงความสัมพันธ์หรืออิทธิพลของตัวแปรอิสระเขียนแทนด้วย H1 และมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ
2.2.1 สมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง (non - directional hypothesis) เป็นสมมติฐานที่ระบุค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งไม่เท่ากับค่าใดค่าหนึ่ง เช่น
H1 = µ1 ¹ µ2
การทดสอบสถิติของสมมติฐานนี้ เรียกว่าการทดสอบสมมติฐานแบบ 2 ทาง (Two - tailed test)
2.2.2 สมมติฐานแบบมีทิศทาง (Directional hypothesis) ได้แก่ สมมติฐานที่ระบุค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งมากกว่าหรือน้อยกว่า ค่าใดค่าหนึ่ง หรือสัมพันธ์ทางบวก สัมพันธ์ทางลบ เช่น
H1 : µ1 > µ2 หรือ µ1 < µ2
การทดสอบทางสถิติของสมมติฐานนี้เรียกว่าการ ทดสอบสมมติฐานแบบทางเดียว (One - tailed test)
ตัวอย่างสมมติฐานทางวิจัยและสมมติฐานทางสถิติ
สมมติฐานทางวิจัย มารดาครรภ์แรกที่ได้รับการจัดท่าคลอดแตกต่างกันจะมีระยะ
เวลาคลอดระยะที่ 2 แตกต่างกัน
สมมติฐานทางสถิติ
H 0 : µ 1 = µ 2
เมื่อ µ1 = ค่าเฉลี่ยระยะเวลาการคลอดระยะที่ 2 ของมารดากลุ่ม 1
µ2 = ค่าเฉลี่ยระยะเวลาการคลอดระยะที่ 2 ของมารดากลุ่ม 2
ตัวอย่างสมมติฐานไม่ระบุทิศทาง : ระยะเวลาในการคลอดระยะที่ 2 ของมารดาคลอดในท่านอนหงาย แตกต่างกับการคลอดท่านอน
ตัวอย่างสมมติฐานไม่ระบุทิศทาง : ระยะเวลาในการคลอดระยะที่ 2 ของมารดาที่คลอดในท่านอนหงาย มากกว่า มารดาที่คลอดในท่านอนตะแคงซ้าย
หลักการเขียนสมมติฐานทางการวิจัย
ในการเขียนสมมติฐานทางการวิจัย ผู้วิจัยควรปฏิบัติดังนี้
1. เขียนเป็นประโยคบอกเล่า ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ระบุทิศทางหรือไม่ขึ้นกับเหตุผลทฤษฎีที่นำมาใช้เป็นกรอบในการทำวิจัย
2. เป็นประโยคสั้น ๆ ภาษาเข้าใจง่าย ระบุความหมายชัดเจนในแง่การวัดมากที่สุด
3. เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องในกรอบการวิจัยเรื่องนั้น ๆ
4. อาจเขียนได้หลายข้อ ในปัญหาวิจัยเรื่องหนึ่ง ๆ
5. สมมติฐานทุกข้อที่ตั้งขึ้นต้องทดสอบได้
6. สมมติฐานควรเขียนเรียงลำดับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยสมมติฐานต้องตั้งขึ้นก่อนเก็บข้อมูลและสมมติฐานตั้งขึ้นไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป อาจผิดได้ขึ้นกับข้อเท็จจริงของข้อมูล การสมมติฐานที่ตั้งขึ้นสามารถบอกระบุทิศทางได้ชัดเจนจะสามารถเลือกสถิติแบบทดสอบทางเดียว (one - tailed test) ซึ่งจะมีอำนาจการทดสอบ (power of test) สูงกว่าการทดสอบแบบสองทาง
ตัวอย่างสมมติฐานทางวิจัยและสมมติฐานทางสถิติ
สมมติฐานทางวิจัย มารดาครรภ์แรกที่ได้รับการจัดท่าคลอดแตกต่างกันจะมีระยะ
เวลาคลอดระยะที่ 2 แตกต่างกัน
สมมติฐานทางสถิติ
H 0 : µ 1 = µ 2
เมื่อ µ1 = ค่าเฉลี่ยระยะเวลาการคลอดระยะที่ 2 ของมารดากลุ่ม 1
µ2 = ค่าเฉลี่ยระยะเวลาการคลอดระยะที่ 2 ของมารดากลุ่ม 2
ตัวอย่างสมมติฐานไม่ระบุทิศทาง : ระยะเวลาในการคลอดระยะที่ 2 ของมารดาคลอดในท่านอนหงาย แตกต่างกับการคลอดท่านอน
ตัวอย่างสมมติฐานไม่ระบุทิศทาง : ระยะเวลาในการคลอดระยะที่ 2 ของมารดาที่คลอดในท่านอนหงาย มากกว่า มารดาที่คลอดในท่านอนตะแคงซ้าย
หลักการเขียนสมมติฐานทางการวิจัย
ในการเขียนสมมติฐานทางการวิจัย ผู้วิจัยควรปฏิบัติดังนี้
1. เขียนเป็นประโยคบอกเล่า ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ระบุทิศทางหรือไม่ขึ้นกับเหตุผลทฤษฎีที่นำมาใช้เป็นกรอบในการทำวิจัย
2. เป็นประโยคสั้น ๆ ภาษาเข้าใจง่าย ระบุความหมายชัดเจนในแง่การวัดมากที่สุด
3. เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องในกรอบการวิจัยเรื่องนั้น ๆ
4. อาจเขียนได้หลายข้อ ในปัญหาวิจัยเรื่องหนึ่ง ๆ
5. สมมติฐานทุกข้อที่ตั้งขึ้นต้องทดสอบได้
6. สมมติฐานควรเขียนเรียงลำดับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยสมมติฐานต้องตั้งขึ้นก่อนเก็บข้อมูลและสมมติฐานตั้งขึ้นไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป อาจผิดได้ขึ้นกับข้อเท็จจริงของข้อมูล การสมมติฐานที่ตั้งขึ้นสามารถบอกระบุทิศทางได้ชัดเจนจะสามารถเลือกสถิติแบบทดสอบทางเดียว (one - tailed test) ซึ่งจะมีอำนาจการทดสอบ (power of test) สูงกว่าการทดสอบแบบสองทาง
เอกสารอ้างอิง
รัตนะ บัวสนธ์. (2551). ปรัชญาวิจัย (Philosophy of Research). กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์แห่ง
รัตนะ บัวสนธ์. (2551). ปรัชญาวิจัย (Philosophy of Research). กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อรุณี อ่อนสวัสดิ์. (2553). เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา ระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูง (390611).
อรุณี อ่อนสวัสดิ์. (2553). เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา ระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูง (390611).
พิษณุโลก. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/399640วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
อย่าลืม
วันนี้วันศุกร์แล้วนะคะเด็ก ๆ อย่าลืมส่งรูปเล่ม ทำเพาเวอร์พอยต์ และจัดบอร์ด
เราจะนำเสนอกันอาทิตย์หน้านะ
มีกลุ่มที่ส่งงานอยู่สองกลุ่มนะ
เราจะนำเสนอกันอาทิตย์หน้านะ
มีกลุ่มที่ส่งงานอยู่สองกลุ่มนะ
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
งาน IS2 ม.2.4
แบบทดสอบวิชาการสื่อสารและการนำเสนอ
1. นางสาวงดงาม
ต้องการเขียนรายงานทางวิชาการ เรื่อง “หนองทุ่งมนกับวีถีชีวิตคนในอำเภอเจริญศิลป์”
ซึ่งบ้านหนองทุ่งมน เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเจริญศิลป์ ซึ่งมีประชากร 350 คน ประชากรส่วนมากมีอาชีพ ทำนา
ทำไร่ มีฐานะยากจน ในหมู่บ้าน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ สภาพถนน เป็นถนนคอนกรีต แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนอย่างไร
ดังนั้นจึงให้นักเรียนช่วยนางสาวงดงาม เขียนโครงร่างงานวิจัยในหัวข้อต่อไปนี้
ซึ่งบ้านหนองทุ่งมน เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเจริญศิลป์ ซึ่งมีประชากร 350 คน ประชากรส่วนมากมีอาชีพ ทำนา
ทำไร่ มีฐานะยากจน ในหมู่บ้าน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ สภาพถนน เป็นถนนคอนกรีต แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนอย่างไร
ดังนั้นจึงให้นักเรียนช่วยนางสาวงดงาม เขียนโครงร่างงานวิจัยในหัวข้อต่อไปนี้
1.1 ชื่อเรื่องที่จะทำการศึกษา..........การศึกษาสภาพปัญหา.......................................
1.2) ที่มาและความสำคัญ(3 ย่อหน้า)
1.2) วัตถุประสงค์ (อย่างน้อย 3 ข้อ)
1.3) สมมติฐาน (อย่างน้อย 3 ข้อ)
1.2) ที่มาและความสำคัญ(3 ย่อหน้า)
1.2) วัตถุประสงค์ (อย่างน้อย 3 ข้อ)
1.3) สมมติฐาน (อย่างน้อย 3 ข้อ)
ส่งท้ายชั่วโมง
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558
งานสำหรับ ม. 5/8 (สัปดาห์นี้ 26 ส.ค.58)
ให้นักเรียนพิมพ์บทที่ 2 , แบบสอบถามให้เรียบร้อย แล้วดำเนินการจัดทำบทที่ 3
ตามรูปแบบในเว็บไซต์ให้เรียบร้อย
ตามรูปแบบในเว็บไซต์ให้เรียบร้อย
วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ตัวอย่าง หัวข้อ IS
1. การศึกษาพฤติกรรมนักเรียนโดดเรียนของนักเรียนโรงเรียนวิทยานุกูลนารี
2. ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการบริหาร Wifi ของโรงเรียนวิทยานุกูลนารี
3. ความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย/ต้นที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนวิชา
คอมพิวเตอร์ โรงเรียนวิทยานุกูลนารี
4. การศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนมาสาย โรงเรียนวิทยานุกูลนารี
5. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการปรับปรุงภูมิทัศน์ โรงเรียนวิทยานุกูลนารี
6. ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษ โรงเรียนวิทยานุกูลนารี
7. การศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนที่ลดความอ้วน
8. ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการเที่ยวกลางคืน
9. ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อครูผู้สอน โรงเรียนวิทยานุกูลนารี
2. ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการบริหาร Wifi ของโรงเรียนวิทยานุกูลนารี
3. ความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย/ต้นที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนวิชา
คอมพิวเตอร์ โรงเรียนวิทยานุกูลนารี
4. การศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนมาสาย โรงเรียนวิทยานุกูลนารี
5. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการปรับปรุงภูมิทัศน์ โรงเรียนวิทยานุกูลนารี
6. ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษ โรงเรียนวิทยานุกูลนารี
7. การศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนที่ลดความอ้วน
8. ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการเที่ยวกลางคืน
9. ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อครูผู้สอน โรงเรียนวิทยานุกูลนารี
วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
แบบทดสอบเก็บคะแนน
แบบทดสอบ เรื่อง การตั้งสมมุติฐาน
ให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนด้วยตนเอง
เพื่อตรวจสอบความรู้หลังเรียนโดยการ
เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
เพียงคำตอบเดียวในแต่ละข้อ แล้วเขียนคำตอบลงในสมุดแบบฝึกหัด
1. ข้อใด คือ ความหมายของสมมุติฐาน
ก. วิธีการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์โดยเริ่มต้นจากการตั้งประเด็นปัญหา
ข. ข้อคิดเห็น
หรือถ้อยแถลงที่ใช้เป็นมูลฐานของการหาเหตุผล
ค. การรวบรวมข้อมูลเพื่อคาดคะเนค าตอบ
ง. การคาดคะเนค
าตอบให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด15
2. ข้อใดเป็นจริง
ก. สมมุติฐานตั้งขึ้นหลังจากศึกษาค้นคว้า
รวบรวมข้อมูลแล้ว
ข. สมมุติฐานตั้งขึ้นก่อนการศึกษาค้นคว้า
รวบรวมข้อมูล
ค. สมมุติฐาน
ไม่ต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้าก็ได้
ง. สมมุตติฐาน ตั้งขึ้นก่อนการตั้งประเด็นปัญหา
3. สมมุติฐานการศึกษาค้นคว้า ควรตั้งขึ้นเมื่อใด
ก.
การศึกษาค้นคว้าไม่ต้องตั้งสมมุติฐานก็ได้ ข. ก่อน
หรือหลังการเก็บรวบรวมข้อมูลก็ได้
ค.
หลังการเก็บรวบรวมข้อมูล ง. ก่อนการเก็บรวบรวมข้อมูล
4. อะไรเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า
สมมุติฐานได้มาจากการไตร่ตรองโดยใช้เหตุผลที่น่าจะเป็น
ก. รากฐานของทฤษฏี ข. รากฐานของทฤษฏี
ผลการศึกษาค้นคว้า
ค. ทฤษฏี ผลการศึกษา ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ง.
ผลการทดสอบสมมุติฐาน ตรงกับสมมุติฐาน
5. ผลการทดสอบสมมุติฐาน จะต้องตรงกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่
ก.
ตรง ข. ไม่ตรง
ค.
ตรง หรือไม่ตรง ก็ได้ ง. สรุปแน่นอนไม่ได้
6. ข้อใดส าคัญที่สุด
ก.
อธิบายผลการศึกษาค้นคว้าว่าเป็นเพราะเหตุใด ข. ผลการศึกษาต้องเป็นไปตามสมมุติฐาน
ค. ผลการศึกษาค้นคว้า
ไม่เป็นไปตามสมมุติฐาน ง. ไม่มีข้อใดส าคัญที่สุด
7. สมมุติฐาน ที่ก าหนดว่า “ไม่มีความแตกต่าง” เป็นสมมุติฐานประเภทใด
ก. สมมุติฐานทางเลือก ข.
สมมุติฐานทางสถิติ
ค. แสดงถึงการปฏิเสธสมมุติฐาน ง.
แสดงถึงการยอมรับสมมุติฐาน
8. การศึกษาค้นคว้า ใช้ตั้งสมมุติฐานแบบใด
ก. ไม่ต้องตั้งสมมุติฐาน ข.
ตั้งสมมุติฐานแบบยอมรับ
ค. สมมุติฐานทางเลือก ง.
สมมุติฐานทางสถิติ
9. หากผลการทดสอบ ทางสถิติชี้ว่า “ไม่จริง” ต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. แสดงว่าการศึกษาค้นคว้าล้มเหลว ข.
แสดงว่าการศึกษาค้นคว้าประสบความส าเร็จ
ค. ไม่ยอมรับ ง. ยอมรับ
10. ข้อใดเป็นประโยชน์ของสมมุติฐาน
ก. ใช้ตรวจสอบ ข. จำกัดขอบเขตการศึกษาค้นคว้า
ค. ใช้ตรวจสอบ จ ากัดขอบเขต ช่วยให้เข้าใจเรื่อง ง.
แสดงความสัมพันธ์ของผลการศึกษาค้นคว้า
กิจกรรม
ให้นักเรียนศึกษาเนื้อเรื่องต่อไปนี้
และเขียน 1. ประเด็นปัญหา 2. ตั้งชื่อปัญหา
3. จุดประสงค์การแก้ปัญหา และ 4. ตั้งสมมติฐาน
ณ หมู่บ้านพรมลัทธิ์ เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในตัวตำบลไกลพ้น อำเภอสหาย
จังหวัดดงเจริญ มีด้วยกัน 50 หลังคาเรือน
ประชากรส่วนมาก ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา ไฟฟ้า ยังมาไม่ถึง
ครอบครัวมีฐานะยากจน
กลุ่มคนวัยทำงานจะออกไปรับจ้างในหมู่บ้านที่ใกล้ ๆ ตัวเมือง ปล่อยให้
ปู่ย่าตายายคอยดูแลบุตรหลานของตนเอง เด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยกำลังเรียน ระหว่างอายุ 5-15
ปี จะมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง
ต้องไปรับการรักษาที่สถานีอนามัยอยู่เป็นประจำ เมื่อเดือนที่แล้ว
ทางรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณก่อสร้างถนนคอนกรีต และไฟฟ้ามายังหมู่บ้านนี้ เนื่องจากหมู่บ้านนี้มีภูเขาล้อมรอบ
จึงมีต้นไม้ที่ร่มรื่น ก่อให้เกิดฝนตกตามฤดูกาล ชาวบ้านจึงประกอบอาชีพเษตรกรรมได้ตรงตามฤดู
ผลผลิตก็นำไปขายในตัวตำบล ทำให้มีรายได้มาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวได้อย่างทั่วถึง
1.ประเด็นปัญหา
2.ชื่อปัญหา
3. จุดประสงค์การแก้ปัญหา
4. สมมติฐาน
วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การตั้งจุดประสงค์ของการวิจัย
การตั้งวัตถุประสงค์การวิจัย
การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย(Research Objectives)
เมื่อกำหนดคำถามวิจัยได้แล้ว ผู้วิจัยจึงตั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัย วันนี้จึงรวบรวมหลักการ วิธีการ เขียนวัตถุประสงค์การวิจัย
และข้อควรระวัง มาเสนอไว้ดังนี้ค่ะ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย(Research Objectives) หรือบางท่าน สถาบันกำหนดรุปแบบโดยใช้คำว่า จุดมุ่งหมายการวิจัย (Research
purposes) ในการเขียนรายงานวิทยานิพนธ์
สิทธิ์ ธีรสรณ์ (2552, หน้า 60) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการวิจัย(Research Objectives) หรือ จุดมุ่งหมายการวิจัย (Research
purposes) เป็นการระบุกิจกรรมหรืองานที่ผู้วิจัยต้องทำ ในอันที่จะได้มาซึ่งคำตอบในการวิจัย
สิน พันธุ์พินิจ(2553, หน้า 74) กล่าวถึงการกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย ไว้ว่า วัตถุประสงค์การวิจัยเป็นเสมือนเข็มทิศการดำเนินการ
วิจัย ช่วยให้เราทราบว่าเราจะค้นหาคำตอบอะไรจากข้อคำถามบ้าง การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยก็เป็นการจำแนกประเด็นการวิจัย
หรือตัวแปรออกมาให้เห็นเป็นข้อย่อยที่ชัดเจน มีความเป็นวัตถุวิสัย และสามารถดำเนินการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม
หลักการเขียนวัตถุประสงค์การวิจัย
นงลักษณ์ วิรัชชัย และคณะ (2535, หน้า 55,61) กล่าวว่า การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ การบอกเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมาย
ที่นักวิจัยต้องการค้นคว้าหาข้อเท็จจริง วัตถุประสงค์ของการวิจัยจึงมีลักษณะใกล้เคียงกับปัญหาวิจัยแต่ไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะนักวิจัย
ส่วนใหญ่นิยมเขียนวัตถุประสงค์เป็นเป้าหมายรวม สิ่งที่ควรระวังในการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ ต้องเขียนสิ่งที่เป็นเป้าหมาย
มิใช่สิ่งที่เป็นวิธีการดำเนินงานวิจัย การเขียนต้องใช้ภาษาที่ง่าย สั้น กะทัดรัดและสื่อความได้แจ่มกระจ่าง เช่น
“เพื่อประมวลปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนจากการรับรู้ของผู้บริหาร อาจารย์และนักเรียน ในโรงเรียนประถมศึกษา” |
การเขียนวัตถุประสงค์นี้ ยังไม่ถูกต้อง ใช้คำที่ระบุวิธีการมากว่าคำที่แสดงถึงเป้าหมาย
วรรณี แกมเกตุ (2551, หน้า 64-65) ให้หลักการเขียนวัตถุประสงค์การวิจัย ไว้ว่า ควรเขียนในรูปประโยคบอกเล่า โดยขึ้นต้นประโยค
ด้วยคำว่า “เพื่อ” แล้วตามด้วยคำที่แสดงพฤติกรรมในการแสวงหาคำตอบและสาระหลักที่ต้องการศึกษา คำบางคำก็ยังกว้างและคลุมเครือ
เช่น คำว่า”ศึกษา” เช่น
เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในของโรงเรียน |
เพราะคำนี้มีความหมายกว้างครอบคลุมพฤติกรรมการศึกษาได้หลายลักษณะ นอกจากนี้ยังมีคำกริยาอื่นๆที่แสดงพฤติกรรมในการดำเนินงาน
ของนักวิจัยอีกหลายคำที่มักปรากฏอยู่ในวัตถุประสงค์ของการวิจัย เช่น สำรวจ ประเมิน ค้นคว้า จำแนก วิเคราะห์ ทดลอง เป็นต้น
สิทธิ์ ธีรสรณ์ (2552, หน้า 60) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการวิจัยควรเป็นข้อความสั้นๆ ประโยควัตถุประสงค์ของการวิจัยมักขึ้นต้น
ด้วยวลี ดังต่อไปนี้
|
ชูศรี วงศ์รัตนะ (2549, หน้า18) กล่าวว่า เป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา ควรเห็นให้ชัดเจนว่าจะศึกษา
เรื่องอะไร กับใคร ในแง่มุมใด โดยทั่วไปนิยมเขียนเป็นประโยคบอกเล่าเป็นข้อๆเรียงตามลำดับ หัวใจของการวิจัยอยู่ที่วัตถุประสงค์
ของการวิจัยต้องสอดคล้องกับหัวข้อวิจัย ส่วนอื่นๆของเค้าโครงวิจัย ตั้งแต่ความสำคัญของการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ ตลอดจนถึงสถิติ
ที่ใช้ในการวิจัย ต้องยึดวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นหลัก
องอาจ นัยพัฒน์ (2551, หน้า 43) ได้ให้หลักการเขียนวัตถุประสงค์การวิจัยเชิงปริมาณที่ดีควรคำนึงหลักการสำคัญ ต่อไปนี้
1. มีความกะทัดรัดชัดเจน
2. อยู่ในกรอบหรือสอดคล้องกับโจทย์หรือหัวข้อปัญหาการวิจัย
3. มีความเป็นไปได้จริงในแง่ของการปฏิบัติ
4. ระบุจุดมุ่งเน้นที่ต้องการสืบค้นหาคำตอบอย่างเฉพาะเจาะจงและไม่มีสาระสำคัญซ้ำซ้อนกัน
5. มีการเรียงลำดับจุดมุ่งเน้นของการศึกษาวิจัยตามความเกี่ยวข้องอย่างเป็นระดับลดหลั่นกัน
6. ใช้ถ้อยคำกล่าวพาดพิงถึงประเภท หรือรูปแบบของวิธีการศึกษาวิจัยที่ใช้ในการแสวงหาความรู้ความจริง เช่น การพรรณนา
การสำรวจ การหาความสัมพันธ์ และการทดลอง เพื่ออธิบายและ/หรือทำนายพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ที่สนใจ
สรุปแนวทางการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย มีดังนี้
วัตถุประสงค์เขียนในรูปเป้าหมายการวิจัย ไม่ใช่วิธีการ
วัตถุประสงค์สอดคล้องกับชื่อโครงการวิจัย
ถ้าตอบคำถามวิจัยครบทุกข้อ การวิจัยจะได้ผลตามวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้
ไม่มีคำฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็นในวัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ชัดเจน ไม่กำกวม
วรรณี แกมเกตุ (2551, หน้า 64-65) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ดีควรมีลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. ต้องมีความสอดคล้องกับชื่อเรื่องและมีความสืบเนื่องจากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
2. มีความชัดเจนว่าต้องการศึกษาอะไร
3. วัตถุประสงค์ของการวิจัยทุกข้อ ต้องสามารถศึกษาหาคำตอบได้
4. ควรเขียนให้อยู่ในรูปประโยคบอกเล่า
5. ควรเป็นข้อความที่สั้น กะทัดรัด และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
6. ควรจัดเรียงวัตถุประสงค์ตามลำดับของการศึกษา หรือเรียงลำดับตามความสำคัญหรือจุดเน้นก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของ
การวิจัยแต่ละเรื่อง
ข้อควรระวังในการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย
ข้อควรระวังในการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย ก็คือ ไม่นำเอาประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ มาเขียนเป็นวัตถุประสงค์ของงานวิจัย ดังนี้
วรรณี แกมเกตุ (2551, หน้า 65) เสนอข้อควรระวังในการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยว่า ไม่ควรที่จะนำเอาประโยชน์ที่คาดว่า
จะได้รับจากการวิจัยมาใช้ในการเขียน แม้ว่าทั้งสองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกัน แต่ก็มีความแตกต่างกัน โดยที่วัตถุประสงค์ของการวิจัย
คือประเด็นที่จะทำการวิจัย ส่วนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เป็นการคาดหมายถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการนำผลการวิจัยที่ทำเสร็จแล้ว
ไปใช้
ชูศรี วงศ์รัตนะ (2549, หน้า18) กล่าวว่า ในงานวิจัยหลายเรื่อง มักมีวัตถุประสงค์การวิจัยข้อสุดท้ายว่า “เพื่อเป็นแนวทางในการนำ
ผลการวิจัยที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่างๆ” ข้อความนี้ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการวิจัย แต่เป็นความสำคัญของการวิจัยหรือประโยชน์
ที่จะได้รับ
สิทธิ์ ธีรสรณ์ (2552, หน้า 61) กล่าวว่า ในการเขียนวัตถุประสงค์นั้น ไม่ควรนำประโยชน์ที่ได้รับมาเขียน เพราะไม่ใช่กิจกรรม
หรืองานที่ผู้วิจัยต้องทำเพื่อให้ได้ผลวิจัย เช่น
เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการวางแผนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ |
วัตถุประสงค์ในตัวอย่าง ไม่ใช่การเขียนที่เหมาะสมนัก เพราะเป็นประโยชน์ที่ได้จากงานวิจัยในแง่การวางแผนหรือปฏิบัติงานเมื่อนำ
ผลการวิจัยไปใช้มากกว่าเป็นกิจกรรมที่ผู้วิจัยต้องทำ จึงไม่ควรนำมาเขียนเป็นวัตถุประสงค์
เอกสารอ้างอิง
ชูศรี วงศ์รัตนะ. (2549). เทคนิคการเขียนเค้าโครงการวิจัย : แนวทางสู่ความสำเร็จ. นนทบุรี : ไทยเนรมิต.
นงลักษณ์ วิรัชชัย และคณะ. “คู่มือการเขียนโครงการวิจัย”. วารสารการวัดผลการศึกษา. ปีที่ 12 ฉบับที่ 35
(ก.ย.-ธ.ค. 35).
วรรณี แกมเกตุ. (2551). วิธีวิทยาการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 2).กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สิทธิ์ ธีรสรณ์. (2552). เทคนิคการเขียนรายงานวิจัย. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์
แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สิน พันธุ์พินิจ. (2553). เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : วิทยพัฒน์.
องอาจ นัยพัฒน์. (2551). วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทางพฤติกรรมศาสตร์และ
สังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร : สามลดา.
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
การตั้งค่าหน้ากระดาษ
การตั้งค่าหน้ากระดาษ
นักศึกษาบางท่าน หรือครูอาจารย์บางท่านอาจจะสงสัยว่า “ทำไมต้องตั้งหน้ากระดาษ” ด้วย เพราะ เท่าที่เคยใช้ Microsoft word มา เปิดหน้าจอมาอย่างไร ฉันก็พิมพ์ไปอย่างนั้น ไม่เห็นมีใครว่าอะไร
อดีตที่ผ่านมาก็ขอให้ผ่านไป ต่อไปนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เพราะ ถ้ายังทำอย่างนั้น ถ้าเป็นการขอผลงานระดับระดับครูเชี่ยวชาญ หรือระดับครูเชี่ยวชาญพิเศษ ก็ไม่มีทางผ่านตั้งแต่รอบของพื้นที่แล้ว
ถ้าเป็นนักศึกษา ก็คงจะได้เกรด “F” เพื่อเป็นเกียรติประวัติของครอบครัวของท่านแน่ๆ
สำหรับคำตอบของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องตั้งหน้ากระดาษ” ด้วย ก็ควรเป็นแบบนี้
การทำวิทยานิพนธ์ รายงานวิชาการ บทความวิชาการ ฯลฯ ท่านผู้มีอำนาจ ท่านได้ตั้งกฎระเบียบไว้ ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นไปในทำนองนี้
1) ต้องใช้กระดาษขนาด A4 แล้วต้องพิมพ์ตัวอักษรอยู่ภายในกรอบ คือ ห่างจากด้านบน 1.5 นิ้ว ด้านซ้าย 1.5 นิ้ว ด้านขวา 1 นิ้ว ด้านล่าง 1 นิ้ว
2) หมายเลขหน้าของกระดาษนั้น จะต้องอยู่ห่างจากด้านบน 1 นิ้ว ด้านขวา 1 นิ้ว หน้าแรกของบทไม่ให้มีเลขหน้าปรากฏอยู่
ที่นี้ เวลาเมื่อเราเปิดไฟล์ใหม่ๆ ขึ้นมา ค่าโดยปริยาย (default) ของโปรแกรมที่ตั้งไว้ มันไม่ได้เป็นไปตามระเบียบของการพิมพ์วิทยานิพนธ์ดังกล่าว เราถึงต้องมาตั้งค่าหน้ากระดาษใหม่
โดยส่วนใหญ่แล้ว ระเบียบการพิมพ์มักกำหนดมาเป็นนิ้ว แต่มีบางมหาวิทยาลัยกำหนดให้เป็นเซนติเมตร
วิธีการตั้งค่าหน้ากระดาษ
ในที่นี้จะใช้โปรแกรม Microsoft word 2010 เพราะ เป็นโปรแกรมที่มีอนาคตสดใส ถ้าใครใช้รุ่น 2003 ก็ให้ขอมาเป็นกรณีพิเศษ ผมจะส่งบทความที่เขียนไว้ไปให้
1) เปิดไฟล์ใหม่ขึ้นมา 1 ไฟล์ ก็จะได้หน้าตาทำนองนี้
2) ให้สังเกตดูที่มีสีเหลืองระบายอยู่ คือ “เค้าโครงหน้ากระดาษ” ถ้าหน้าจอของท่านยังไม่มีรูปร่างแบบนี้ ขอให้คลิกเม้าส์ที่นี้
ต่ำลงมาจากตำแหน่ง “เค้าโครงหน้ากระดาษ” ขอให้ดู คำว่า “ตั้งค่าหน้ากระดาษ” และจะเห็นสี่เหลี่ยมเล็ก มีลูกศรเล็กๆ หัวลูกศรชี้ลงที่มุมขวา ให้คลิกที่ลูกศรนั้น
จะปรากฏหน้าต่าง “ตั้งค่าหน้ากระดาษ” ลอยขึ้นมา ดังนี้
ถ้าหน้าจอของท่านไม่เป็นแบบนี้ ให้คลิกที่ระยะขอบ แล้วใส่เลขลงไปดังตัวอย่าง
ดูว่า “การวางแนว” เป็นแนวตั้งหรือไม่ เพราะ บรรดางานวิชาการทั้งหลาย ท่านให้พิมพ์ตามแนวตั้ง ไม่ใช่พิมพ์ตามแนวนอน
การพิมพ์ตามแนวนอน เราจะทำเมื่อมีตารางที่มีเนื้อหามากๆ
3) ต่อไปให้คลิกที่แถบ “กระดาษ” หน้าต่างที่ลอยอยู่ ก็จะเปลี่ยนรูปร่างเป็นอย่างนี้
ให้เลือกขนาดกระดาษเป็น A4 ดูรายละเอียดอื่นๆ ให้เป็นไปตามตัวอย่าง
4) ต่อไปให้คลิกที่แถบ “เค้าโครง” หน้าต่างที่ลอยอยู่ ก็จะเปลี่ยนรูปร่างไปอีกเป็นอย่างนี้
ให้ใส่ตัวเลขตรง “หัวกระดาษ” เป็น 1 นิ้ว การตั้งค่าตรงนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า เลขหน้าของงานวิชาการจะอยู่ห่างจากขอบกระดาษด้านบน 1 นิ้ว
ประการสุดท้าย อย่าลืมคลิกปุ่ม “ตกลง” ไม่อย่างนั้นจะต้องเสียเวลามาทำใหม่อีก 1 รอบ
บางท่านที่เป็นมนุษย์ขี้สงสัยแต่ขี้เกียจถาม ได้แต่สงสัยไปเรื่อย อาจจะสงสัยว่า ระเบียบของการพิมพ์วิทยานิพนธ์กำหนดการกำหนดค่าหน้ากระดาษไว้ ดังนี้
ด้านซ้าย 1.5 นิ้ว
ด้านบน 1.5 นิ้ว
ด้านขวา 1 นิ้ว
ด้านซ้าย 1 นิ้ว
ทำไมผมกำหนดให้เป็น
ด้านซ้าย 1.5 นิ้ว
ด้านบน 1.55 นิ้ว
ด้านขวา 1.05 นิ้ว
ด้านซ้าย 1.05 นิ้ว
การกำหนดตามระเบียบการพิมพ์ที่ว่า จะต้องพิมพ์ในหน้ากระดาษโดยเว้นด้านซ้าย 1.5 นิ้ว ด้านบน 1.5 นิ้ว ด้านขวา 1.00 นิ้ว และด้านล่าง 1.00 นิ้วนั้นเป็นการกำหนดโดยหลักการ
แต่ในการทำงานจริง เวลาเอากระดาษไปเข้าเล่ม ร้านเขาจะต้องตัด/เจียนตรงริมกระดาษออกเพื่อให้เกิดความสวยงาม
การที่ตั้งเผื่อไว้ .05 นิ้ว ก็เผื่อไว้สำหรับการตัดขอบหรือเจียนขอบนั่นเอง
บางคนอาจจะถามว่า แล้วด้านซ้ายทำไมไม่ตั้งเผื่อด้วย
ก็เพราะว่า ทางร้านเขาไม่ค่อยตัดกระดาษทางด้านซ้ายกัน แต่ถึงจะตัดก็เชื่อผมเถอะ ผมทำเอกสารวิชาการมา ไม่รู้กี่เล่มแล้ว...
วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557
คำอธิบายรายวิชา IS2
คำอธิบายรายวิชา
รายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้(Research and
Knowledge Formation)
รหัสวิชา I20201
รหัสวิชา I20201
กลุ่มสาระการเรียนรู้.
การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
2
เวลา 2
ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน
จำนวน 1 หน่วยกิต ภาคเรียนที่
1
ศึกษา วิเคราะห์
ฝึกทักษะตั้งประเด็นปัญหา/ตั้งคำถามในเรื่องที่สนใจโดยเริ่มจากตนเอง
เชื่อมโยงกับชุมชน ท้องถิ่นและประเทศ
ตั้งสมมติฐานและให้เหตุผลโดยใช้ความรู้จากศาสตร์สาขาต่างๆ
ค้นคว้าแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสมมติฐานที่ตั้งใจไว้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูล
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม
ทำงานบรรลุผลตามเป้าหมายในกรอบการดำเนินงานที่กำหนด โดยการกำกับดูแล
ช่วยเหลือของครูอย่างต่อเนื่อง
สังเคราะห์สรุปองค์ประกอบความรู้และร่วมกันเสนอแนวคิด
วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการคิด กระบวนการสืบค้นข้อมูล
กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการปฏิบัติและกระบวนการกลุ่มในการวิพากษ์
เพื่อให้เกิดทักษะในการค้นคว้าแสวงหาความรู้
เปรียบเทียบเชื่อมโยงองค์ความรู้ สังเคราะห์ อภิปราย
เพื่อให้ประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
ผลการเรียนรู้
1. ตั้งประเด็นปัญหา
โดยเลือกประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชนท้องถิ่น ประเทศ
2. ตั้งสมมติฐานประเด็นปัญหาที่ตนเองสนใจ
3. ออกแบบ
วางแผน ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
4. ศึกษาค้นคว้า
แสวงหาความรู้เกี่ยวกับประเด็นที่เลือก จากแหล่งเรียนรุ้ที่หลากหลาย
5. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข้อมูลได้
6. วิเคราะห์ข้อค้นพบด้วยสถิติที่เหมาะสม
7. สังเคราะห์สรุปองค์ความรู้ด้วยกระบวนการกลุ่ม
8. เสนอแนวคิด
การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบ
9. เห็นประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



